ดูซีรี่ย์: It’s Okay to Not Be Okay | มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบมีที่ไหนกัน

ดูซีรี่ย์: It’s Okay to Not Be Okay | มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบมีที่ไหนกัน ในปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิต ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เป็นภัยเงียบที่คุกคามพวกเราอย่างไร้เสียง แน่นอนอาการป่วยทางจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว พวกเราทุกคนล้วนมีความทรงจำที่เจ็บปวด และบาดแผลที่หล่อหลอมจนกลายเป็นฝันร้ายที่ยากจะลบเลือนด้วยกันทั้งนั้น ฝันร้ายเหล่านั้นกลายเป็นบ่วงที่มัดปมทิ้งไว้ในใจเรา ปมที่รอคอยใครซักคนเข้ามาเพื่อคลายมันและโอบกอดความเป็นเราอย่างเข้าใจ ให้ตัวเรานั้น ‘กล้า’ ที่จะมีความสุขอย่างที่เราเคยเฝ้ารอคอยให้มันมาถึงเราในเร็ววัน

It’s Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์ที่หยิบยกประเด็นสุขภาพจิตมานำเสนอไปพร้อมกับการสอดแทรกวิธีการเยียวยากันและกันของตัวละครในเรื่อง ผ่านนิทานในแต่ละตอนและคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลังใจ และข้อคิด ทุกรายละเอียดในเรื่องถูกสรรสร้างออกมาอย่างบรรจงและประณีตได้อย่างไร้ที่ติ ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนพาเราท่องเข้าไปในโลกของนิทานที่ตัวเอกของเรื่องล้วนไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีเพียงผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์เท่านั้นที่ต้องการการเยียวยา คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลอย่างมุนคังแท (รับบทโดย คิมซูฮยอน) ผู้ดูแลในโรงพยาบาลที่ต้องดูแลพี่ชายมุนซังแท (รับบทโดย โอจองเซ) ที่เป็นออทิสติก และ โกมุนยอง (รับบทโดย ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเด็กผู้โด่งดังที่เต็มไปด้วยปมในวัยเด็ก ก็ต่างต้องการการเยียวยาด้วยเช่นกัน

ในซีรีส์สามารถเล่าประเด็นที่หนักหน่วงนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและนุ่มลึกทำให้เราเห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตมันไม่ได้ไกลตัวเรา ‘คนทั่วไปในสังคม’ รวมไปถึง ‘คนใกล้ตัวเรา’ ที่เรามักจะมองข้ามเพียงเพราะเห็นว่าพวกเขาโอเคดีแต่ความเป็นจริงแล้วภายในที่เขาไม่ได้แสดงออกให้เราเห็นอาจจะไม่ได้โอเค และส่งเสียงเรียกร้องให้เราช่วยผ่านท่าทีที่ปกตินั้นก็เป็นได้

เมื่อร่างกายเจ็บปวดความซื่อตรงของมันจะส่งผลให้น้ำตาจะไหล แต่หากจิตใจเจ็บปวด เรามักจะเก็บมันเอาไว้จนบ่อนทำลายตัวเองจากการไม่ยอมพูดมันออกมา ทุกความทรงจำที่เลวร้ายล้วนเป็นบทเรียนชั้นดีที่จะพาเราก้าวไปอีกขั้นของการเป็นมนุษย์ที่แสนจะซับซ้อนและยากลำบาก จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง และจงอย่าหนีปัญหา จงเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ แล้วความสุขจะเป็นของคุณ

นิทานภายในเรื่องถือได้ว่าเป็นจุดเด่นหลัก และสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคนดูได้เป็นอย่างมาก เพราะยังไม่เคยมีซีรีส์เรื่องไหนหยิบยกนิทานเข้ามาเป็นแก่นเรื่องหลักในการเล่าเรื่องเลย แถมภายในเรื่องยังมีนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อให้เข้ากับบริบทในแต่ละตอน มันทำให้เราสนุกไปกับการคาดเดาเนื้อเรื่อง คาดเดาชื่อตอน และคาดเดาว่าในตอนนั้นๆนิทานเรื่องไหนจะถูกหยิบยกขึ้นมา นิทานทั้ง 16 ตอนไม่ได้ถูกปล่อยให้จมหายไปเมื่อผ่านตอนของตัวเอง แต่มันถูกจับกลับมาบอกเล่าเนื้อเรื่องของตอนอื่นๆ ถูกจับมาเป็นคำใบ้และถูกจับมาเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละคร ได้อย่างลงตัวและสวยงาม มันแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เป็นการหยิบเอานิทานมาเสริมให้ดูน่าสนใจเฉยๆ แต่เป็นการเอานิทานเป็นตัวหลักในการดำเนินเนื้อเรื่องให้เดินทางไปถึงตอนจบ

ยกตัวอย่างเช่น ใน Ep.4 นิทานเรื่อง เด็กน้อยซอมบี้ เป็นนิทานที่ได้ออกมาโลดแล่นในตอนนี้ เรื่องราวของเด็กชายที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างจากเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นแม่ของเขาก็สังเกตุได้ว่าลูกชายของเขาเป็นแค่ซอมบี้ที่ต้องการเพียงอาหารประทังชีวิตเท่านั้น เธอจึงเลี้ยงเขาอย่างหลบซ่อนๆจนกระทั่งโรคร้ายมาเยือนเธอจึงยอมเอาตัวเองเป็นอาหารมื้อสุดท้ายให้แก่ลูกชายของเธอ แต่ในมื้อสุดท้ายที่เธอยอมสละร่างกายของตัวเองนั้น ลูกน้อยที่เธอคิดว่าเป็นซอมบี้ผู้หิวโหยมาตลอดก็โผกอดเธอที่เหลือแต่ลำตัว แล้วพูดออกมาเป็นครั้งแรกว่า “แม่ช่างอบอุ่นเหลือเกิน” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่อธิบายเบื้องหลังครอบครัวของตัวละครหลักอย่าง โกมุนยอง และมุนคังแทได้เป็นอย่างดี พวกเขาทั้ง 2 ต่างก็ถูกมองว่าเป็นเพียงซอมบี้ที่ไร้ความรู้สึกแต่ความจริงแล้วพวกเขากลับโหยหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความใส่ใจ’และ ‘ความอบอุ่น’ มากกว่าอาหารที่ทำให้อิ่มท้องเสียอีก
นิทานจาก Ep.16 ผจญภัยตามหาใบหน้าที่แท้จริง

“นิทานคือโลกแฟนตาซีที่แสนโหดร้าย ที่วาดให้ขัดกับความป่าเถื่อนรุนแรงของโลกความเป็นจริง ”

เป็นเรื่องที่นักแสดงถูกแคสมาได้อย่างลงตัวราวกับตัวบทสร้างมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะนักแสดงหลักหรือนักแสดงสมทบที่ออกมาไม่กี่ฉากก็ล้วนสร้างความประทับใจให้กับเราได้ทุกตัวละคร

– คิมซูฮยอน ในบท มุนคังแท ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องคอยดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติกมาตั้งแต่เด็ก ทำให้คังแทกลายเป็นคนเก็บกดมักจะไม่แสดงสีหน้า ความต้องการและความรู้สึกจริงๆออกมา ซูฮยอนสามารถเล่นบทคังแทออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถเปลี่ยนสีหน้าได้ภายในพริบตา บทจะร้องไห้ก็ร้องได้อย่างน่าสงสารจนอยากจะทะลุเข้าไปกอดปลอบ บทอบอุ่นเมื่ออยู่กับมุนยองก็เล่นเอาเขินตัวแตก รอยยิ้มเล็กๆที่ออกมาจากใจจริงๆกับรอยยิ้มที่เสแสร้ง ซูฮยอนยังสามารถแสดงออกมาให้มันดูแตกต่างได้อย่างน่าทึ่ง เป็นผลงานคัมแบ็คกลับมาในรอบ 5 ปีที่ไม่น่าผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว
คิมซูฮยอน ในบท มุนคังแท

– ซอเยจี ในบท โกมุนยอง ถือว่าเป็นบทที่ทำให้เธอดังเป็นพลุแตกเลยก็ว่าได้ เยจีเหมาะกับบทมุนยองจนไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้เลยว่าหากไม่ใช่เธอ ตัวละครโกมุนยองจะออกมาสมบูรณ์แบบได้เท่านี้หรือไม่ ความจิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงามราวกับเทพธิดา ความเปลี่ยวเหงาและโดดเดี่ยวที่แสดงออกผ่านดวงตา ล้วนทำให้โกมุนยองกลายเป็นโกมุนยองที่สมบูรณ์แบบจนไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ซอเยจี ในบท โกมุนยอง

– โอจองเซ ในบท มุนซังแท ตัวละครโปรดของเรา บอกได้คำเดียวว่าถ้างานประกาศรางวัลมาอีกเมื่อไหร่แล้วคุณโอจองเซไม่ชนะคือโกรธมากแน่นอน เพราะพี่เล่นเต็มมากกก รู้เลยว่าทำการบ้านมาอย่างหนัก เพราะโรคออทิสติกเป็นโรคที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด การแสดงท่าทาง มือไม้ แววตา น้ำเสียง ท่าเดิน กิริยาทุกอย่างล้วนจะต้องออกมาอย่างธรรมชาติถึงจะดูน่าเชื่อถือ ซึ่งโอจองเซสามารถทำได้ และทำได้เกินกว่าคำว่าดีไปมากก เขาสามารถเป็นมุนซังแทที่ทำให้เราอมยิ้มไปกับความใสซื่อ หัวเราะไปกับความกวนแบบไม่ตั้งใจ ร้องไห้ไปกับประโยคตรงๆ ของเขาได้ เป็น ‘ตัวฮีล’ ที่เพิ่มเลือดให้กับตัวละครทุกตัวรวมไปถึงคนดูด้วย เป็นตัวละครที่ไม่สามารถขาดไปได้ด้วยประการทั้งปวง
โอจองเซ ในบท มุนซังแท

เมื่อเห็นโลโก้ของ STUDIO DRAGON ก็รู้อยู่แล้วว่างานภาพ งานแสง งานสี จะต้องปังจนไม่มีที่ติ แล้วเรื่องนี้แน่นอนไม่มีคำว่าผิดหวัง ทุกอย่างลงตัว งดงามราวกับกำลังดูนิทานเรื่องยาวเรื่องนึงเลยทีเดียว ทุกครั้งเมื่อมีนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ ตัวการ์ตูนที่ถูกวาดโดย Jamsan ก็ได้เข้ามาเสริมทัพความน่าสนใจของตัวนิทานภายในเรื่องให้เพิ่มมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ นอกจากงานภาพแล้วงานสีก็สวยละมุนในทุกโทน หากเป็นโทนสีอุ่นก็ทำออกมาได้อบอุ่น สดใส เบิกบาน มักจะเห็นได้ในฉากที่ตัวละครมีความสุข เช่น ฉากปราสาทบ้านของมุนยองในตอนหลังๆที่ 2 พี่น้องมุนเข้าไปอยู่แล้ว จากปราสาทที่คุมโทนไปด้วยโทนสีเย็น ที่ให้ความรู้สึกหม่นหมองน่ากลัว ก็กลับกลายเป็นปราสาทที่มีชีวิตชีวาและน่าอยู่มากขึ้น อีกสิ่งนึงที่เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากคือ Transition ในแต่ละฉากมันสมูท ลื่นไหล และไม่ขัดตาเลยแม้แต่น้อย

เป็นที่เลื่องลือมากสำหรับแฟชั่นในแต่ละตอนของโกมุนยองนางเอกของเรื่อง ทุกชุดคือแพง! สวย! และปังมากกกก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า หน้าผม เครื่องประดับต่างๆล้วนเป็นของมีแบรนด์และราคาสูงมากก ทั้งเรื่องเราจะเห็นนางเอกแต่งตัวสบายๆเสื้อยืดกางยีนส์ธรรมดาอยู่เพียงฉากเดียวเท่านั้น !! นอกนั้นคืออลังการราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายจริงๆ

เป็นซีรีส์เยียวยาจิตใจ เปิดมุมองใหม่ๆ และสร้างพลังบวกให้กับคนดูอย่างแท้จริง เริ่มต้นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และปิดฉากลงอย่างงดงาม เพราะในโลกแห่งนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดสมบูรณ์แบบ 100% เราทุกคนต่างมีบาดแผลที่มองไม่เห็นกันทั้งนั้น หากเราเข้าใจกันและกันในมุมนี้ มันจะทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากขึ้น เพราะ ” เรื่องของหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน”